เลขที่ 17 59362956 นายปฏิพล กลิ่นพร
การวิพากษ์วรรณกรรม
ประกอบรายวิชา 001222 ภาษา สังคม และวัฒนธรรม
โดย นาย ปฏิพล
กลิ่นพร
รหัสประจำตัว
59362956
คณะ วิศวกรรมศาสตร์
ชื่อวรรณกรรม เด็กเสเพล
แต่งโดย ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ
พิมพ์ครั้งที่ 2
สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม
ปีที่พิมพ์ 2546
จำนวนหน้า 205
เนื้อหาโดยย่อ
ครูศักดิ์เป็นครูใหญ่โรงเรียนสุจริตวิทยา ซึ่ง
เป็นครูสูงวัยคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะทำงาน และเหลือบไปพบภาพถ่ายที่ตั้งอยู่แล้วจึงเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาดูนั้นเป็นภาพแห่งอดีตที่เจ็บปวดก็คือ
การสูญเสียครอบครัวของเขาในช่วงที่เกิดสงครามขึ้น ทำให้ลูก เมีย สมบัติ พัสถาน
เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขาพยายามสร้างสรรค์มาด้วยหยาดเหงื่อเหลือไว้เพียงอย่างเดียวซึ่งเขาหยิบมาได้จากมือที่อาบเลือดของเมียรักในคืนนั้นคือภาพหมู่ของครอบครัวภาพนี้ที่เขาหยิบดู
ในทันใดนั้นครูศักดิ์ได้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ได้ยินเสียงนกหวีด
และเอะอะอยู่ข้างบริเวณ และมองเห็นเทิ้ม
เทิ้มคือเด็กที่ครูศักดิ์เก็บมาเลี้ยงไว้กำลังวิ่งไล่ตามเด็กคนหนึ่ง
เด็กคนนั้นชื่อทินได้ไปขโมยเสื้อคลุมของเศรษฐีคนหนึ่งมาแล้วตำรวจก็ตามตัวมาจนทินได้ข้ามกำแพงโรงเรียนและมาเจอเทิ้มซึ่งวิ่งไล่ตามอยู่อย่างที่เห็น
ครูศักดิ์จากที่คอยสังเกตเหตุการณ์ก็พอที่จะเข้าใจและช่วยเทิ้มต้อนไปในห้องและทำการเกลี้ยกล่อมทินและให้เทิ้มไปดูตำรวจ
ครูศักดิ์เลยบอกทินไปว่าเอาของกลางมาให้ฉันแล้วจะไม่ส่งให้ตำรวจจนกระทั้งในที่สุดทินก็ยอมทำตามที่บอกเลยไม่ถูกตำรวจจับในครั้งนั้น
และตรูศักดิ์อยากให้ทินมาเรียนหนังสือด้วยกันแต่ทินกับปฏิเสธไปแล้วลาจากไป
เคราะห์ดีที่ในกระเป๋าเสื้อคลุมมีนามบัตรพอดี
ครูศักดิ์เลยเตรียมตัวแล้วไปตามนามบัตรเมื่อไปถึงก็ได้พบกับหญิงสาวที่มาเปิดประตูให้ชื่อว่ากอบกุลแล้วเธอก็ตามพ่อมาผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ซึ่งมีนิสัยดูหยิ่งผยองจึงได้เจรจากับครูอยู่สักพักและก็ทิ้งทายด้วยคำขอบคุณ ตัดภาพมาที่โรงบิลเลียดรวมมิตรและบาร์ที่มีเจ้าของคือชดและมีมือขวาชื่อแก้วและมีเด็กเสเพล
และเด็กเร่ร่อนเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นลูกน้องของน้าชดรวมไปถึงทินด้วยถูกฝึกสอนวิชาด้านการขโมยของรวมไปถึงการวิ่งราว
และได้สั่งทินไปวิ่งราวทรัพย์มาและวันนั้นครูศักดิ์ก็เห็นว่าคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นทินได้วิ่งกระชากกระเป๋าผู้หญิงคนหนี่ง
และศักดิ์ก็ได้วิ่งตามจนกระทั้งมีคนในเก็งสวนหมัดใส่
ล้มลงนอนทำให้หญิงสาวคนนั้นต้องพาศักดิ์มารักษาที่บ้านของตน
และพอศักดิ์ได้สติจึงได้คุยกันละทราบชื่อผู้หญิงคนนั้นว่าชื่อพาณีซึ่งลาออกจากโรงเรียนมาและยังว่างงานอยู่และอยากได้เอกสารในกระป๋าคืนเพราะเอกสารนั้นสามารถนำไปขึ้นเงินได้ครูศักดิ์จึงอาสานำกลับมาคืนให้เป็นเวลาอยู่หลายวันจนครูศักดิ์สามารถนำเอาเอกสารมาคืนให้ได้ด้วยความร่วมมือของทินที่ศักดิ์เคยให้ความช่วยเหลือ
และครูศักดิ์จึงชักชวนครูพาณีมาเป็นครูประจำกินนอนเพราะคาดตำแหน่งอยู่พอดีครูพาณีก็ตอบตกลง
และเริ่มงานจากวันพรุ่งนี้เป็นตนไป
ข่าวเช้าวันใหม่ได้มีข่าวว่าตำรวจได้ไล่จับเด็กที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าและเร่รอนหนึ่งในนั้นมีชื่อทินปรากฎอยู่ทำให้ครูศักดิ์เห็นอกเห็นใจจึงรีบไปประกันตัวออกมาพร้อมบอกทินให้มาอยู่กับตัวเองจะให้การศึกษา
และจะไม่ได้เป็นเด็กเร่รอนไปขโมยของใครทินก็ตอบตกลงด้วยความอยากตอบแทนที่ครูศักดิ์ได้คอยช่วยตัวเองมาตลอดพอทินได้เรียนไปซักพักก็มีเรื่องเกิดขึ้นว่าคืนนั้นจ้อยซึ่งเป็นลูกน้องทินได้มาบอกว่าแม่พี่ทินป่วยให้ไปดูแกบ้างคืนนั้นเองทินก็ได้หนี้ออกจากโรงเรียนมทำให้ครูพาณีและครูศักดิ์ได้เดือดร้อนกัน
เมื่อทินได้มาเจอแม่ผิวก็ได้ถามว่าแม่เป็นอะไรบ้างและกรอบกุญก็ได้ออกมาเจอทินหญิงสาวที่ทินเคยช่วยเหลือจากกลุ่มนักเลงแล้วทินก็รีบขอตัวกลับก่อนในทันใดนั้นพ่อของเธอก็ออกมาเห็นหลังจากทินไปแล้ว
บุญเกื้อได้มอบเงินเดือนสุดท้ายให้แก่แม่ผิวแล้วบอกให้ไปหางานใหม่เพราะว่าตัวเองไม่ชอบทินและไม่อยากให้มาเจอกับลูกสาวของตัวเอง
และเมื่อทินได้กลับไปถึงโรงเรียนครูศักดิ์ก็ได้อบรมสั่งสอนแล้วจึงแยกย้ายกันไปนอนในเช้าวันต่อมาเกิดเรื่องที่ห้องของครูพาณีเพราะกระเป๋าเงินหายโดยเป็นฝีมือของแถวเด็กหัวโจกของห้องซึ่งนำไปซ้อนที่โต๊ะของทินทำให้ครูพาณีไปเจอแระโกรธทินมากแต่ทินปฏิเสธว่าไม่ได้ทำแต่ครูกับไม่เชื่อ
และทินได้ต่อยหน้าแถวเรื่องไปถึงครูศักดิ์เลยให้เทิ้มจับตัวไปขังห้องมืดที่ปิดตาย และในเย็นวันนั้นลูกชายของบุญเกื้อได้ถูกเรียกค่าไถ่ไปกอบกุลจึงมาหาครูศักดิ์กะจะให้ทินช่วยแต่ทินกับหายไปจากห้องที่ถูกขังครูศักดิ์คิดว่าทินหนี้ไปหาแม่แกอีกแน่ๆจึงให้กอบกุลพาไปหาแม่ของทินกอบกุลจึงพาครูไปหาที่ท้ายหมู่บ้าน
ครูศักดิ์ก็ได้พบกับแม่ของทินก็ได้ตกใจและสนทนากันผิวเรียกคุณศักดิ์ว่าท่านคิดว่าท่านได้ตายไปแล้วจากสงครามส่วนครูศักดิ์ก็คิดว่าผิวสาวใช้ที่จูงลูกได้ตายจากสงครามไปแล้วเหมือนกันสรุปก็คือสันลูกของศักดิ์ยังไม่ตายโดยใช้ชื่อใหม่ว่าทินโดยผิวเก็บมาเลี้ยงไว้ด้วยความที่จนจึงทำให้ทินเป็นเด็กเสเพลครูศักดิ์ยิ้มด้วยความดีใจที่ลูกไม่ตายจึงไปตามหาทินไหนระหว่างนั้นทินก็หนีจากชดมาที่จับตัวทินไปโดยที่ทินกำลังถูกขังอยู่ในห้องและได้รู้เรื่องของน้องกอบกุลที่ถูกเรียกค่าไถ่ทินจึงช่วย
และทินก็ต้องเคราะห์ร้ายแทนโดยโดนตัดหูส่งไปที่บ้าน.บุญเกื้อว่าถ้าไม่ส่งเงินมาตามสัญญาจะฆ่าเด็กเสียจนกระทั้งทินได้หาวิธีหนี้ออกมาได้และไปหาครูศักดิ์ให้ตามตำรวจไปจับกุมจนสามารถช่วยเด็กได้จนทำให้นักเลงเล่านั้นถูกตำรวจจับกุมหมดจนทำให้หมู่บ้านสงบสุขและ
บุญเกื้อก็เสียใจที่เคยคิดว่าทินเป็นคนไม่ดี และเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาทุกคนจากเด็กเสเพลก็สามารถเป็นคนดีได้
คุณค่าของวรรณกรรมที่ได้อ่าน
ด้านวรรณศิลป์ในเรื่องนี้มีประโยคที่แบ่งวรรคแล้วมีรูปแบบเป็นการสนทนาของตัวละครในบางตอนทำให้เห็นภาพว่าใครกำลังพูดคุยกับใครทำให้ผู้อ่านจินตนาการเห็นภาพตามเนื้อเรื่องได้ง่ายขึ้นแล้วยังได้รู้สึกถึงอารมณ์ของตัวละครนั้น และความเรียงต่าง ๆ ที่มีทั้งความประณีต
และงดงาม ที่เหมาะสมกับเนื้อเรื่องเป็นอย่างดี เช่นตอนที่ทินกับน้องของกอบกุลตอนถูกจับทินพูดว่า ”ระวัง ถ้ามันเกิดสงสัยอะไรขึ้นมา มันจะเข้ามาฆ่าคุณ!”
เป็นการบอกให้ระวังทำให้คิดตามว่าเหมือนอยู่ในสถานการณ์ และยังมีอีกตัวอย่างนึงที่อ่านแล้วชวนคิดตามไปในเนื้อเรื่องมากก็คือตอนที่ครูศักดิ์
เหลือบไปพบภาพถ่ายที่ตั้งอยู่มุมโต๊ะและสะดุดชะงักอยู่เพียงแค่นั้น
แล้วจึงเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาดู นั่นเป็นภาพแห่งอดีต ครอบครัวของเขา
ซึ่งมีอดีตอันเจ็บปวดก็คือ การสูญเสียครอบครัวของเขาในช่วงที่เกิดสงครามขึ้น เป็นการแสดงอารมณ์ในเนื้อเรื่องทั้งหมดที่กล่าวนี้ทำให้เห็นถึง
วรรณศิลป์ที่ผู้แต่งมีในนวนิยายเรื่องนี้
ด้านเนื้อหาของนวนิยายเรื่องนี้จึงเป็นนวนิยายแนวดราม่าสะท้อนสังคมให้แง่คิด
ว่าสุดท้ายแล้วเด็กๆ ที่เราอาจมองว่าเป็นเด็กเสเพล เด็กเกเร
ในวันหนึ่งเขาอาจจะกลับตัวกลับใจขึ้นมาก็ได้ ถ้าสังคมและผู้ใหญ่ให้โอกาส
รวมถึงสั่งสอน ให้เข้าใจ และไว้ใจเขา
เพราะไม่มีใครที่อยากจะเลวโดยกำเนิด ทุก ๆ
คนสามารถเป็นคนดีได้ ถ้าคิดจะเปลี่ยนแปลง และตั้งใจว่าจะเป็นคนดีจริง ๆ ทำให้เห็นค่านิยมของคนในสังคมสะท้อนให้เห็นภาพยุคนั้นว่ามีทัศนคติต่อเด็กเสเพล
เด็กเร่ร่อนยังไง
บริบททางสังคมและวัฒนธรรมจากการอ่าน
จากการอ่านทำให้ทราบถึง
บริบททางสังคมและบริบททางวัฒนธรรมในนวนิยายเรื่องเด็กเสเพลตัวละครหลักในเรื่องสะเท้อน
ความเป็นบริบททางสังคมที่มีความผสมผสานโดยในเรื่องจะพบรูปแบบของสังคมที่ยังเป็นสมัยเก่ามากกว่ารูปแบบปัจจุบันเล็กน้อย
โดยในรูปแบบสังคมนั้นได้ถ่ายทอดออกมาในด้านการแต่งกาย มีพิธี คือ
พิธีการลักขโมยแบบสมัยเก่ารวมไปถึงการใช้วิถีชีวิตของวัยรุ่น เด็กเร่ร่อน เด็กเกเร
จนกลายมาเป็นเด็กเสเพล และในเนื้อเรื่องยังมีการแบ่งชนชั้น
คือการเหยียดชนชั้นระหว่างคนรวยกับคนจนทำให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงสมัยปัจจุบัน
รวมไปถึงธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านานได้แก่
การให้ความเคารพนับถือผู้อาวุโสนอกจากนี้พบว่าภายในละครยังมีการนำเสนอออกมาในรูปแบบที่ซ้ำ
ๆ เพื่อตอกย้ำบริบททางสังคมและวัฒนธรรมสมัยเก่าดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน
ตามองค์ประกอบของนวนิยายซึ่งมีความสอดคล้องในการเล่าเรื่อง
ส่งผลให้เกิดการรับรู้จนเกิดการเข้าถึงหรือเรียกว่า อิน ในเรื่องราวที่ได้อ่าน
และเป็นที่สังเกตให้ผู้อ่านเห็นถึงวัฒนธรรมของไทยที่ผู้เขียนได้สื่อออกมามีบทบาท
และสามารถครอบงำทางด้านความคิดของผู้อ่านทำให้เกิดการอยากรู้อยากลองหรืออยากทำตัวตามเป็นเยื่องอย่างที่จะปฏิบัติตาม
จนนำไปสู่การรับวัฒนธรรมที่ผู้เขียนสื่อออกมาในรูปแบบต่าง
ๆดังนี้ รูปแบบการแต่งกายที่ในเนื้อเรื่องกล่าวถึงรูปแบบทรงผม
รวมไปถึงตัวละครที่ทำให้ผู้อ่านค่อยตาม หรือ
เกิดความสนใจและอยากที่จะทำตามที่ในนวนิยายเสนอออกมา
สรุปได้ว่า
การครอบงำของวัฒนธรรมในแบบที่ผู้เขียนแสดงออกมีความดึงดูดผู้อ่านให้อยากทำเป็นไปในลักษณะยินยอมพร้อมใจซึ่งมาจากการซึมซับจากการนำเสนอตัวละครหลักในเรื่อง
บริบททางสังคมที่ปรากฎในเนื้อเรื่อง 1.วิถีชีวิตของตัวละครหลักในเนื้อเรื่อง
โดยมี พระเอก และบุคคล รอบข้างโดยจะดูในส่วนของพระเอกมีความเกี่ยวข้องกับบริบททางสังคมในเรื่องโดยสรุปได้ว่าสังคมส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของสังคมสมัยเก่ากว่าปัจจุบันนิดหน่อย
2.สถานภาพทางสังคมของตัวละครหลักแสดงออกมาในสถานโสดเพราะเรื่องส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ยังให้ความสำคัญของงานและเพื่อน
3.บทบาทหน้าที่ทางสังคมของตัวละครหลักในเนื้อเรื่อง
ส่วนใหญ่แสดงออกมาในบทบาทการเป็นเด็กเกเร เด็กเร่ร่อน เนื่องจากในเรื่องตัวละครหลักเป็นวัยรุ่นจึงมีการปรากฏภาพในลักษณะการทะเลาะวิวาทที่ออกแนวโหดร้าย
บริบททางวัฒนธรรม 1.รสนิยม ของตัวละครมีความแตกต่างกันออกไปตามระดับฐานะการเงิน
2.ค่านิยมของตัวละครหลักในนวนิยายพบว่ามีค่านิยมในการใช้ของแพงก็จะมีคนเดียวคือนายบุญเกื้อ
เพราะมีฐานะดี การใช้ของถูกก็จะมี ทิน ครูศักดิ์และผิว